ระบบคอมพิวเตอร์

 

ระบบคอมพิวเตอร์ (Computer System)

ระบบ (System) คือกลุ่มขององค์ประกอบที่มีความสัมพันธ์กันและทำงานร่วมกัน ซึ่งระบบคอมพิวเตอร์จะมีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ส่วน คือ

  1. ฮาร์ดแวร์ (Hardware)
  2. ซอฟต์แวร์ (Software)
  3. บุคลากร (Peopleware)

ฮาร์ดแวร(Hardware) หมายถึง อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เป็นตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ แบ่งออกเป็นส่วนประกอบดังนี้
หน่วยรับข้อมูล หน่วยประมวลผล หน่วยแสดงผล

1.     หน่วยรับข้อมูล (Input unit) เป็นอุปกรณ์รับเข้า ทำหน้าที่รับโปรแกรมและข้อมูลเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์รับเข้าที่ใช้กันเป็นส่วนใหญ่ คือ แป้นพิมพ์ ( Keyboard ) และเมาส์ ( Mouse)  นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์รับเข้าอื่น ๆ อีก ได้แก่ สแกนเนอร์ ( Scanner), วีดีโอคาเมรา (Video Camera), ไมโครโฟน (Microphone),ทัชสกรีน (Touch screen), แทร็คบอล (Trackball), ดิจิตเซอร์ เทเบิ้ล แอนด์ ครอสแชร์ (Digiter tablet and crosshair)
2.    หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit) หรือเรียกโดยทั่ว ๆ ไปว่า CPU ซึ่งถือว่าเป็นสมองของระบบคอมพิวเตอร์ มีส่วนประกอบที่สำคัญ 2 ส่วน คือ หน่วยควบคุม หน่วยคำนวณ

 

      1. หน่วยควบคุม (Control Unit หรือ CU) ทำหน้าที่ควบคุมลำดับขั้นตอนการทำงานของหน่วยรับข้อมูล หน่วยแสดงผล หน่วยคำนวณและหน่วยตรรก หน่วยความจำและแปลคำสั่ง

 

      1. หน่วยคำนวณและตรรก (Arithmetic and Logic Unit หรือ ALU) ทำหน้าที่ในการคำนวณหาตัวเลข เช่น การบวก ลบ การเปรียบเทียบ

 

    1. หน่วยความจำ เป็นอุปกรณ์ใช้เก็บโปรแกรมและข้อมูลที่ใช้ในการประมวลผล

3.    หน่วยความจำภายใน (Primary Storage Section หรือ Memory) เป็นหน่วยความจำที่อยู่ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สามารถติดต่อกับหน่วยงานอื่น ๆ ได้โดยตรง แบ่งออกเป็น 2 ประเภท

 

  • หน่วยความจำภายใน

 

หน่วยความจำแบบแรม (Random Access Memory หรือ Ram) เป็นหน่วยความจำชั่วคราว ที่ใช้สำหรับเก็บโปรแกรมที่กำลังใช้งานอยู่ขณะนั้น มีความจุของหน่วยเก็บข้อมูลไม่เกิน 640 KB คือผู้ใช้สามารถเขียนหรือลบไปได้ตลอดเวลา ถ้าหากปิดเครื่องคอมพิวเตอร์หรือไฟฟ้าดับ จะมีผลทำให้ข้อมูลต่าง ๆ ที่เก็บไว้สูญหายไปหมด และไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้

– หน่วยความจำแบบรอม (Read Only Memory หรือ Rom) เป็นหน่วยความจำถาวร ที่สามารถอ่านได้อย่างเดียว ไม่สามารถบันทึกข้อมูลได้ ถึงแม้ว่าจะปิดเครื่องหรือไฟฟ้าดับ ข้อมูลที่เก็บไว้จะยังคงอยู่

            2.    หน่วยความจำสำรอง ได้แก่ เทปแม่เหล็ก จานแม่เหล็ก แผ่นดิสก์ (Diskett) CD-ROM

แผ่นดิสก์หรือสเกต เป็นจานแม่เหล็กขนาดเล็ก ชนิดอ่อน จัดเก็บข้อมูลโดยใช้อำนาจแม่เหล็ก การใช้งานจะต้องมี Disk Drive เพื่อใช้เป็นอุปกรณ์ในการขับเคลื่อนแผ่นดิสก์ โดยแบ่งตำแหน่งพื้นผิวออกเป็น แทร็คและเซ็คเตอร์ แบ่งออกเป็น 3 ขนาด คือ

    1. แผ่นดิสก์ขนาด 8 นิ้ว ปัจจุบันไม่นิยมใช้
    2. แผ่นดิสก์ขนาด 5.25 นิ้ว แบ่งออกเป็น DD สามรถบันทึกข้อมูลได้ประมาณ 360 KB และ HD สามารถบันทึกข้อมูลได้ 1.2 MB
    3. แผ่นดิสก์ขนาด 3.5 นิ้ว แบ่งออกเป็น DD สามารถบันทึกข้อมูลได้ประมาณ 720 KB และ HD สามารถบันทึกข้อมูลได้ 1.44 MB นิยมใช้กันมากในปัจจุบัน

                                                    

ขนาด 5.25 นิ้ว                                 ขนาด 1.44 MB

หน่วยวัดความจุของข้อมูลในคอมพิวเตอร์

  8 Bit 

1 Byte
1 Byte 1 ตัวอักษร
1 KB   1,024 Byte
1 MB  1,024 KB
1 GB  1,024 MB
1 TB   1,024 GB

    หน่วยความจำต่ำสุด คือ บิต (BIT [Binary Digit]) โดยใช้บิตแทน 1 ตัวอักขระ หรือ 1 ไบต์ (Bite) หน่วยที่ใหญ่ขึ้นมาอีกหน่วย คือ กิโลไบต์ (Kilobyte) โดยที่ 1 กิโลไบต์ มีค่าเท่ากับ 2 10ไบต์ หรือ 1,024 ไบต์ หน่วยความจำที่ใหญ่ขึ้นไปอีก เรียกว่า เมกะไบต์ กิกะไบต์ และเทระไบต์

ฮาร์ดดิสก์ ( Hard Disk ) เป็นจานแม่เหล็กชนิดแข็ง ชนิดติดแน่นไม่มีการเคลื่อนที่ สามารถบรรจุข้อมูลได้จำนวนมาก เป็น 2 ขนาด คือ
                1.  ขนาด 5.25 นิ้ว (ปัจจุบันเลิกใช้แล้ว)
2. ขนาด 3.5 นิ้ว
            ทั้ง 2 ขนาดจะมีความจุ ตั้งแต่ 10,20,40,80,120,300,400 MB1 GB,2 GB ฯลฯ ปัจจุบันนิยมใช้ตั้งแต่ 10 GB ขึ้นไป

 Hard disk

Data Rate หมายถึง ความเร็วในการอ่านข้อมูลจากดิสก์ไปสู่สมองของเครื่องคอมพิวเตอร์ (หรือมีความเร็วในการนำข้อมูลมาจากสมองเครื่องไปบันทึกลงบนดิสก์) มีหน่วยวัดเป็น จำนวนไบต์ต่อวินาที ( Bytes Per Second หรือ bps )

ซีดีรอม (CD-Rom ) เป็นจานแสงชนิดหนึ่ง ใช้เก็บข้อมูลที่มีความเร็วในการใช้งานสูง มี

                        คุณสมบัติดังนี้

    • เป็นสื่อที่สามารถเก็บข้อมูลได้เป็นจำนวนมาก โดยจะมีความจุสูงถึง 2 GB (2 พันล้านไบต์)
    • มีขนาดเล็ก สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก
    • ใช้เทคโนโลยีของแสงเลเซอร์ในการอ่านเขียนข้อมูล
    • เป็นจานแสงชนิดอ่านได้อย่างเดียว ( Read Only Memory ) ไม่สามารถเขียนหรือลบข้อมูลได้

                                CD – ROM

3.    หน่วยแสดงผล (Output Unit) ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือใช้เก็บผลลัพธ์เพื่อนำไปใช้ภายหลัง ได้แก่ จอภาพ (Monitor) เป็นอุปกรณ์ส่งออกมากที่สุด เครื่องพิมพ์ (Printer)

ซอฟแวร์ (Software) หมายถึง โปรแกรมชุดคำสั่งที่เขียนให้เครื่องคอมพิวเตอร์ปฏิบัติตาม ซึ่งมี 2ประเภท คือ

 

    1. ซอฟแวร์ควบคุมระบบ (System Software) คือ ชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่ควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์ เป็นสื่อกลางระหว่างโปรแกรมประยุกต์กับเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยในการจัดการทรัพยากรของคอมพิวเตอร์ ได้แก่ โปรแกรมควบคุมเครื่อง ระบบปฏิบัติการ เช่น DOS, Windows, Os/2, Unix

 

  1. ซอฟแวร์ประยุกต์ (Application Software) คือ ชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่เขียนขึ้นมาเพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานตามที่ผู้ใช้ต้องการ ได้แก่ โปรแกรมสำเร็จรูปต่าง ๆ

        บุคลากร (Peopleware) หมายถึง บุคลากรทางคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ในการใช้และดูแลเครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น นักเขียนโปรแกรม (Programmer) นักวิเคราะห์ระบบ (System Analyst) เป็นต้น

ดาวน์โหลด

 

ยินดีต้อนรับ

สวัสดีค่ะ ดิฉันชื่อ ด.ญ.พรกนก บุยระยอง ม.2/3
เลขที่31 อายุ13 ปี ค่ะ
สูง160 น้ำหนัก….ขอไม่บอกค่ะ^^ เกิดวันที่12 มี.ค 44
ที่อยู่ 73/6 ม. 6 ต. นาตาขวัญอ อ. เมือง จ. ระยอง
งานอดิเรก อ่านนิยาน ดูการ์ตูน วาดรูป
เวลาว่าง เล่นเกมส์ ดูยูทูป
เกมที่ชอบ ออดิชั่น
อาหารที่ชอบ ข้าวมันไก่ ข้าวผัด ผักะเพรา
สีที่ชอบ ฟ้า เขียวอ่อน เหลือง ม่วงอ่อน
กีฬาที่ชอบ แบตมินตัน
ชอบเพลงแนว เลิฟ หรือ ฮิตตามกระแส
อยากไป ภูกระดึง ดาวอังคาร

อยากเป็น ครู เชพ
ดาวน์โหลด cropped-cropped-img_4509.jpg

วิธีการลงยูทูป

วิธีการลง

 3/6/2014          webmaster          ข่าวสารใหม่ ๆ น่ารู้

เชื่อว่าเกือบทุกคน น่าจะรู้จัก Youtube เป็นอย่างดี

เพราะทุกวันนี้ เราได้ดูวีดีโอต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียน/การสอน, การแสดงความสามารถ, ข่าวสารมีสาระ หรือแม้แต่ ละครย้อนหลัง(ที่เราพลาดจากการดูในโทรทัศน์ตามเวลาที่ฉายจริง)

พูดมาถึงตรงนี้แล้ว หลาย ๆ คนคงจะรู้ดีว่า youtube ก็คือเว็บที่ให้เรา สามารถนำคลิปวีดีโอ มา upload ขึ้นไป เพื่อให้คนทั่วไป สามารถเข้ามาชมคลิปวีดีโอนี้ได้

ถึงแม้ว่า หลาย ๆ คนจะรู้วิธีการเข้าไปเลือกชมวีดีโอบน youtube เป็นอย่างดีแล้ว

แต่ผมเชื่อว่า อาจจะมีบางท่าน ที่ยังไม่รู้ ถึงวิธีการนำวีดีโอไปไว้บน youtube

หรือแม้แต่วิธีการที่จะนำวีดีโอจาก youtube ใส่เข้าไปในหน้าเว็บของตนเอง

ดังนั้น ในบทความนี้ จะสอนถึงวิธีการทั้ง 2 วิธีเลยครับ (เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ต้องการสร้างไฟล์วีดีโอส่วนตัว และวิธีการนำวีดีโอนี้ใส่ไว้ในหน้าเว็บ)
วิธีการนำวีดีโอใส่ใน Youtube

ขั้นตอนการการนำวีดีโอใส่ใน youtube นั้นไม่ยุ่งยากครับ
เพียงแค่คุณมีคลิปวีดีโออยู่ก็สามารถนำมา upload ลงที่ youtube ได้เลย

โดย youtube จะลองรับรูปแบบฟอแมท์ของไฟล์วีดีโอ หลากหลายรูปแบบครับ ดังนั้น ไม่ว่าวีดีโอของคุณจะถ่ายมาด้วยสื่อชนิดใดก็ตาม ก็สามารถ upload เข้าไปใน youtube ได้ครับ
เพียงแต่ในช่วงเวลาที่อัพโหลดวีดีโอเข้าไป youtube จะทำการแปลงฟอแมท์ของไฟล์วีดีโอของคุณให้อยู่ในรูปแบบที่สามารถใช้งานกับ youtube ได้

และก่อนที่คุณจะสามารถอัพโหลดวีดีโอขึ้นไปที่ youtube ได้
คุณจะต้องเป็นสมาชิกกับเว็บของ youtube ก่อน
(สืบเนื่องจาก Google ได้เข้าไปเทค youtube มาก่อนหน้านี้ ทำให้ ณ. ปัจจุบัน youtube จะผูกกับบริการของ google โดยตรง ดังนั้น ถ้าคุณมีสมาชิก Gmail หรือ Google อยู่ ก็สามารถใช้ข้อมูลสมาชิกนั้น ๆ ในการเข้าไปอัพโหลดไฟล์วีดีโอได้)

ขั้นตอนการอัพโหลดวีดีโอ
1. เข้าไปที่หน้าเว็บของ youtube (ต้อง login สมาชิกก่อนนะครับ) เมื่อเข้าไปที่หน้าเว็บ youtube แล้ว ก็กดปุ่ม “อัปโหลด” (ดังรูป)

2. ใส่ค่าต่าง ๆ ตามที่ youtube กำหนดให้คุณกรอกข้อมูลใส่ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ จะปรากฎบนช่อง youtube พร้อมกันกับวีดีโอของคุณ

 


3. ทำการเลือกไฟล์วีดีโอที่คุณต้องการอัพโหลด

 


4. เมื่อเลือกไฟล์วีดีโอเรียบร้อยแล้ว ระบบจะทำการอัพโหลดวีดีโอของคุณ โดยกระบวนการอัพโหลดไฟล์วีดีโอของคุณ จะใช้ระยะเวลาหนึ่ง (สังเกตุได้จาก progress bar ที่เป็นแถบสีน้ำเงินด้านบน จะบอกเปอร์เซ็นต์ของการอัพโหลด) ขึ้นอยู่กับขนาดความใหญ่ของไฟล์วีดีโอของคุณด้วย

 


5. ระบบจะให้คุณกรอกรายละเอียดของวีดีโอที่คุณต้องการเผยแพร่ เช่น “ชื่อวีดีโอ” และ “คำอธิบายเกี่ยวกับวีดีโอ” ซึ่งในส่วนของคำอธิบาย คุณสามารถใส่ link มายังเว็บของคุณก็ได้ เป็นการเพิ่มช่องทางการทำ “SEO” (Search Engine Optimization) และทำให้คนที่เข้ามาดูวีดีโอนี้ หากสนใจ ก็สามารถคลิกเข้าไปที่เว็บของคุณต่อได้ ถือเป็นอีก1 ช่องทางดี ๆ ในการโปรโมทเว็บของคุณไปในตัว

 


6. เมื่อใส่รายละเอียดต่าง ๆ เรียบร้อยหมดแล้ว ก็กด “+ เพิ่มในเพลย์ลิสต์” เพื่อนำวีดีโอของคุณใส่เข้าไปใน Play List ของ youtube

 

 

เพียงเท่านี้วีดีโอของคุณก็จะถูกนำไปแสดงบน youtube และ คนอื่น ๆ ก็สามารถนำวีดีโอของคุณไปแปะไว้ในหน้าเว็บอื่น ๆ ได้
——————————————–

หลังจากที่คุณรู้วิธีการอัพโหลดวีดีโอขึ้น youtube ไปแล้ว ในขั้นตอนถัดมา ผมจะแนะนำสำหรับวิธีการที่จะนำวีดีโอจาก youtube ไปแปะใส่ไว้ที่หน้าเว็บของคุณ

วิธีการนำวีดีโอจาก youtube มาใส่ลงในหน้าเว็บ

ถ้าหากว่า คุณต้องการที่จะนำไฟล์วีดีโอจาก youtube มาใส่ลงในหน้าเว็บ คุณสามารถทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

 

วิธีการนำวีดีโอจาก Youtube มาใส่ลงที่หน้าเว็บของคุณ

 

1. ค้นหาวีดีโอที่คุณสนใจ และต้องการได้จาก youtube

 


2. คลิกเข้าไปดูวีดีโอนั้น… เมื่อเปิดเข้ามาที่หน้าแสดงวีดีโอ ให้กดปุ่มตามขั้นตอนต่อไปนี้
2.1. กดปุ่ม “แชร์
2.2. เลือกวิธีการแชร์ แบบ “ฝัง
2.3. ระบบจะแสดง code ขึ้่นมาให้คุณ ซึ่ง code นี้ ให้นำไปแปะไว้ที่หน้าเว็บของคุณ

 

3. ไปที่ระบบบันทึกข้อมูลที่หน้าเว็บของคุณ ถ้าหากเว็บของคุณเป็นเว็บสำเร็จรูป จะมีปุ่มให้คุณใส่ code HTML (ปุ่มใส่ code จะอยู่ในตำแหน่งที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับ Editor ที่ระบบมีให้คุณใช้งาน)

 


4. กดปุ่มใส่รหัส HTML แล้วนำ code ที่ได้จาก youtube มาแปะใส่ลงไป

 


5. Editor จะแสดงส่วนของวีดีโอที่คุณใส่ไว้ขึ้นมาให้เห็น กดบันทึกข้อมูล

 

และเมื่อคุณบันทึกข้อมูลเรียบร้อยแล้ว เมื่อเปิดดูที่หน้าเว็บของคุณ ก็จะเห็นวีดีโอแสดงขึ้นมาให้เห็น (ดังรูป)

 

 

เมื่อมีคนเข้ามาที่หน้าเว็บ ก็สามารถกดดูวีดีโอไฟล์นี้ได้จากหน้าเว็บของคุณทันที

 

——————————————–

 

จะเห็นว่า youtube มีประโยชน์อย่างมาก และเป็นอีกหนึ่งช่องทางดี ๆ ที่คุณสามารถเผยแพร่เว็บของคุณให้เป็นที่รู้จัก ซึ่งเป็นการสื่อสารประชาสัมพันธ์อีกทางหนึ่งที่ได้ผลอย่างดีเยี่ยม

รู้อย่างนี้แล้ว คุณจะยังลังเลอะไร

มาทำไฟล์วีดีโอ และอัพขึ้น youtube กันเลยครับ ^^

 

อาหารที่ฉันขอบ

อาหารที่ชอบมี 1.ข้าวมันไก่

ดาวน์โหลด (4)

ข้าวมันไก่ (จีนตัวย่อ: 海南鸡饭; จีนตัวเต็ม: 海南雞飯; พินอิน: Hǎinán jīfàn ข้าวไก่ไหหลำ หรือ ข้าวไก่ไห่หนาน) เป็นอาหารคาวของไทยและจีน คาดว่าอาหารชนิดนี้ได้รับการเผยแพร่มาจากชาวหลี (หรือไหหลำหรือไห่หนาน) มีให้รับประทานกันทั่วทุกภาคในประเทศไทย และนิยมกันมากในหมู่ชาวไทยเชื้อสายจีน นอกจากนี้ยังนิยมรับประทานกันมากในมาเลเซียและสิงคโปร์อีกด้วย

ร้านข้าวมันไก่พบได้ทั่วไปตามแหล่งชุมชน โดยมักจะมีตู้ใสแขวนไก่ต้มทั้งตัวอยู่หน้าร้านเป็นจุดสังเกต บางร้านนำข้าวมันไก่มาประยุกต์โดยใช้ไก่ย่างหรือไก่ทอดเพื่อเพิ่มความหลากหลาย

ส่วนประกอบ[แก้]

  • ข้าวมัน ทำจากข้าวเจ้าและข้าวเหนียวเป็นหลัก โดยข้าวมักจะผสมขิงสับเป็นแว่น กระเทียม และน้ำมันเล็กน้อย ในขณะหุงไปด้วย เพื่อให้ข้าวมีความมันและหอม
  • ไก่ ผู้ซื้อสามารถเลือกชื้นไก่ได้ตามความต้องการ ส่วนที่นิยมคือเนื้อสะโพก เนื้อน่อง และเนื้ออก บางร้านจะมีเครื่องใน เช่น ตับ ให้ด้วย ข้าวมันไก่ปกติแล้วจะใช้ไก่ต้มเป็นส่วนประกอบหลัก แต่บางร้านอาจจะมีไก่ทอดหรือไก่ย่างให้เลือกได้ด้วย โดยจะเรียกว่า “ข้าวมันไก่ทอด” “ข้าวมันไก่ย่าง” ตามไก่ที่ใช้ คนขายจะสับไก่ตามที่ผู้ซื้อสั่งด้วยมีดปังตออย่างคล่องแคล่ว ในปัจจุบันร้านข้าวมันไก่ต่าง ๆ ไม่นิยมที่จะตบไก่เพื่อให้ดูมีปริมาณมาก เพราะจะทำให้น้ำในไก่ออกมาซึ่งจะทำให้เนื้อไก่เสียรสชาติลงจากเดิม
  • ผักชี ใช้โรยหน้าบนไก่และน้ำซุป
  • แตงกวาใช้เป็นผักเคียง โดยหั่นเป็นแว่นวางไว้ด้านข้าง
  • น้ำซุปโครงไก่และฟัก
  • น้ำจิ้มเต้าเจี้ยวและซีอิ๊วดำ

 

2.ข้าวผัด

ดาวน์โหลด (5)

ข้าวผัด เป็นอาหารจานเดียวแบบพื้นฐานของเอเชีย เป็นการนำข้าวสวยลงไปผัดคลุกกับซอสหรือน้ำพริกหรือเครื่องปรุงรสต่าง ๆ เพื่อให้ได้รสชาติ เช่นซอสมะเขือเทศ ซอสพริก ซีอิ๊วดำ หรือซอสถั่วเหลือง และมีการใส่เนื้อสัตว์ชนิดต่าง ๆ ลงไป เช่น หมู ไก่ ปลาหมึก ปู กุ้ง เป็นต้น โดยเรียกชื่อข้าวผัดชนิดนั้น ๆ ตามชื่อเนื้อสัตว์ที่ใส่ลงไป และอาจใส่ไข่ลงไปผสมด้วย หรืออาจโปะไข่ดาวแต่งหน้าเพิ่มเติม สำหรับผักที่ใช้นิยมใช้ผักคะน้าและโรยหน้าด้วยต้นหอมสับ แต่สำหรับข้าวผัดปูจะไม่ใส่คะน้า

นอกจากนี้ข้าวผัดที่ผัดกับน้ำพริกชนิดต่าง ๆ ก็อาจเรียกชื่อตามน้ำพริกนั้น ๆ เช่น ข้าวผัดน้ำพริกนรก เป็นต้น

ข้าวผัดนิยมปรุงรสด้วยพริกน้ำปลาและน้ำมะนาวบีบ

สูตรอาหารไทย ข้าวผัดหมู เมนูอาหารนี้อาจฟังดูเป็นอาหารพื้นๆ แต่คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การจะหาข้าวผัดหมูอร่อยๆถูกใจนั้นก็ไม่ง่ายเช่นกัน ปกติแล้วมักจะเจอแบบพอกินได้เท่านั้น ทั้งที่วิธีทำข้าวผัดหมูนั้นสามารถทำได้ง่ายไม่ยุ่งยากเลย แต่ทำไมความอร่อยและน่าทานจึงแตกต่างกัน คุณอยากรู้ไหม? …เคล็ดลับของข้าวผัดหมูนั้นอยู่ที่ความคิดสร้างสรรค์ของผู้ปรุง ว่าจะเพิ่มเสริมรสอย่างไรให้ถูกใจถูกปากผู้บริโภค และที่สำคัญข้าวผัดจะต้องแห้งหมาด รสชาติเข้มข้น สีสันสวยงาม และสิ่งหนึ่งที่ชวนให้รับประทานนั้น ได้มาจากผักและเครื่องปรุงที่เสริมลงไป นอกจากแปลกใหม่ไม่เหมือนใครแล้วยังให้รสชาติเลิศถูกอดถูกใจได้ไม่ยากอีกด้วย

เครื่องปรุง

  1. ข้าวสวย (ไม่แฉะ) ¾ ถ้วยตวง
  2. หมูสับ 50 กรัม
  3. หมูแฮมหั่นเป็นเส้นฝอย 1 แผ่น
  4. หมูยอหั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 1 ช้อนโต๊ะ
  5. กระเทียมสับ 8 กลีบ
  6. แครอทหั่นเป็นเส้นฝอย 3 ช้อนโต๊ะ
  7. มะเขือเทศผ่าตามยาว 1 ลูก
  8. น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
  9. ไข่ไก่ 1 ฟอง
  10. น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ
  11. ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนชา
  12. ซอสปรุงรสถั่วเหลือง 1 ช้อนชา
  13. มะนาว 1 ซีก
  14. แตงกวา ต้นหอม ผักชี พริกไทยป่น

(ถ้าบางอย่างไม่มีไม่เป็นไรครับ ใส่อย่างอื่นแทนได้ หรือถ้ามีแค่ข้าวกะไข่ ก็พอกล้อมแกล้มได้เหมือนกัน)

วิธีทำ
1. เริ่มต้นด้วยการตั้งกระทะ ใส่น้ำมันลงไปพอเริ่มร้อนใส่กระเทียมสับลงไปเจียวให้เหลือง
2. จากนั้นจึงใส่หมูสับลงไปผัดพอสุกตามด้วยหมูแฮมและหมูยอลงไปผัด
3. เสร็จแล้วใส่ข้าวสวยลงผัดให้ส่วนผสมเข้ากันจึงใส่แครอทและมะเขือเทศลงไปผัด ปรุงด้วยซอสปรุงรส และซีอิ๊วขาวผัดให้เครื่องปรุงเข้ากัน จากนั้นใช้ตะหลิวดันข้าวผัดขึ้นไปอยู่ข้างๆกระทะ เว้นที่ก้นกระทะไว้ตอกไข่ใส่ลงไป ใช้ตะหลิวตีไข่ให้แตก จากนั้นตักข้าวที่อยู่ข้างกระทะกลบทับไข่ไว้ รอจนไข่สุกแล้วจึงช้อนกลับให้ไข่อยู่ด้านบน ใส่น้ำมันหอยลงไปผัดให้ส่วนผสมเข้ากันอีกครั้ง ปิดไฟ
4. ตักใส่จาน จัดเรียงแตงกวาและมะนาวไว้ข้างๆจานเสิร์ฟได้ทันที

เคล็ดลับวิธีทำข้าวผัดให้อร่อย

  • สิ่งสำคัญ ข้าวสวยที่ใช้ผัดต้องไม่แฉะ นอกจากนี้ เมื่อข้าวสุกใหม่ร้อนๆ ควรเกลี่ยใส่ถาด ให้ข้าวเย็นก่อนจึงนำมาผัด ข้าวจะไม่เกาะตัวเป็นก้อน
  • น้ำมันไม่ควรใส่มากเกินไป เพราะจะทำให้แฉะและเลี่ยน ไม่น่ากิน
  • ต้องใช้ไฟกลางในการเจียวกระเทียมจนเหลือง ใส่เครื่องปรุงที่เป็นเนื้อสัตว์ผัดจนสุกก่อน จึงใส่ข้าวผัดให้ทั่ว ถ้าข้าวผัดชนิดใดมีส่วนผสมของไข่ต้องใส่ไข่ทีหลังข้าวพอผัดข้าวจนทั่วเกลี่ยข้าวไว้อีกด้าน หนึ่งต่อยไข่ใส่กลบข้าวบนไข่พอสุกจึงค่อยผัดไข่ ในขั้นตอนนี้ต้องผัดเร็วๆ ไข่จะเกาะเม็ดข้าวดี และไม่แฉะ เช่น ข้าวผัดปู ข้าวผัดทะเล ข้าวผัดกุ้ง ข้าวผัดหมู ในกรณีที่เป็นข้าวผัดที่นำน้ำพริกมาประยุกต์ คลุกน้ำพริกกับข้าวให้ทั่วก่อน จึงค่อยผัดทีหลังจะทำให้ส่วนผสมเข้ากันได้ดี
  • “กระทะ” เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญในการทำข้าวผัดเลยทีเดียว กระทะเหล็กรับความร้อนได้เร็วและดี แต่ข้าวจะติดกระทะ ต้องผัดเร็วๆเหมาะสำหรับแม่ครัวที่ชำนาญในการผัดขัาว เพราะข้าวผัดที่ได้จะมีกลิ่นหอม ถ้าเป็นแม่ครัวมือใหม่ต้องใช้กระทะเทฟล่อน แต่กลิ่นหอมจะสู้ข้าวที่ผัดจากกระทะอะลูมิเนียม กระทะเหล็ก หรือกระทะเหล็กเคลือบไม่ได้ “ตะหลิว” ก็เช่นกันต้องเลือกด้ามที่ติดแน่น ทนความร้อน
  • พวกผักต่างๆนั้น ควรหั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าหรือชิ้นเล็กๆ จะช่วยทำให้ข้าวผัดอร่อยกว่าใส่ชิ้นใหญ่ เช่น หอมใหญ่ คะน้า แครอท มะเขือเทศ ต้มหอม หั่นชิ้นเล็ก

 

http://

 

3.ผัดกระเพรา

ดาวน์โหลด (2)

คุณค่าทางอาหารของข้าวผัดกะเพรา

    ข้าวผัดกระเพรา เป็นอาหารที่ทุกคนมักจะรู้จัก และคุ้มเคยอย่างดี สาเหตุส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเป็นอาหารที่ปรุงง่าย แถมรสชาติก็อร่อย หลายคนเรียกอาหารจานนี้ว่า “อาหารสิ้นคิด” เพราะเวลาไปกินข้าวที่ร้านอาหารตามสั่งแล้วคิดเมนูไม่ออกว่าจะกินอะไรดี ก็จะนึกถึง “ข้าวกะเพราไข่ดาว” เป็นอันดับต้นๆ
 
ส่วนประกอบหลัก ได้แก่ ใบกะเพรา กระเทียม พริกขี้หนู น้ำมัน เนื้อไก่ น้ำเปล่า น้ำปลา น้ำตาล พริกไทยป่น และข้าวสุก แต่บางร้านอาจจะใส่ผัก เช่น ถั่วฝักยาว หรือข้าวโพดอ่อน ลงไปด้วย
เริ่มปรุงด้วย การเจียวกระเทียมพอเหลือง ใส่พริกขี้หนู เนื้อไก่ เติมน้ำ ผัดจนสุก ปรุงรสด้วย น้ำปลา น้ำตาล พริกไทยป่น แล้วใส่ใบกะเพราลงไปตอนท้าย ตักข้าวสุกใส่จาน ราดด้วยผัดกะเพรา ทอดไข่ดาววางข้างเป็นอันเสร็จพิธี
 
คนไทยรู้จักกะเพรามานานแล้ว เป็นผักอย่างหนึ่งต้นเล็ก ๆ ใบมีกลิ่นหอม ใช้แกงกินบ้าง ทำยาบ้าง เป็นพืชซึ่งใช้เป็นอาหารและยาได้เช่นเดียวกับผักพื้นบ้านอีกหลายชนิด แต่เนื่องจากกะเพรามีกลิ่นหอมฉุนและรสเผ็ดร้อน ชาวไทยจึงไม่นิยมกินกะเพราโดยตรงเหมือนผักชนิดอื่นๆ แต่นิยมนำไปเป็นเครื่องปรุงรสชาติและกลิ่นในการประกอบอาหารต่างๆ ตัวอย่างเช่นคนไทยส่วนใหญ่เมื่อนึกถึงกะเพรา ก็มักจะนึกถึงเมนูหรือรายการอาหารยอดนิยมจากกะเพรานั่นคือ ผัดกะเพรา หมู ไก่ เนื้อ ร่วมอยู่ในรายการยอดนิยม คงจะจำกลิ่นผัดกะเพราที่ทั้งฉุนตลบอบอวลไปทั่วทั้งร้านและบริเวณใกล้เคียง 
 
กะเพรามีกลิ่นและรสชาติที่รุนแรงเฉพาะตัว จึงมักนิยมใช้ดับกลิ่นคาวในตำราอาหารไทยเช่น ผัดกบ ผัดปลาไหล ผัดหมู ฯลฯ พล่าปลาดุก พล่ากุ้ง ฯลฯ นอกจากนี้ยังเป็นพวกแกงต่างๆ เช่น แกงเลียงใบกะเพรา สำหรับมารดากินหลังคลอดใหม่ๆ เพื่อขับลมบำรุงธาตุให้ปกติเป็นยาขับน้ำนม นอกจากนี้ยังมีแกงป่า แกงเขียวหวาน แกงคั่ว แกงส้มมะเขือขื่น แม้แต่ต้มยำต่างๆ ใส่ใบกะเพราผัดเผ็ดต่างๆทอดใบกะเพราให้กรอบแล้วนำมาโรยหน้าอาหาร ใส่อาหารได้สารพัด
ส่วนประกอบหลัก ได้แก่ ใบกะเพรา กระเทียม พริกขี้หนู น้ำมัน เนื้อไก่ น้ำเปล่า น้ำปลา น้ำตาล พริกไทยป่น และข้าวสุก แต่บางร้านอาจจะใส่ผัก เช่น ถั่วฝักยาว หรือข้าวโพดอ่อน ลงไปด้วย
เริ่มปรุงด้วย การเจียวกระเทียมพอเหลือง ใส่พริกขี้หนู เนื้อไก่ เติมน้ำ ผัดจนสุก ปรุงรสด้วย น้ำปลา น้ำตาล พริกไทยป่น แล้วใส่ใบกะเพราลงไปตอนท้าย ตักข้าวสุกใส่จาน ราดด้วยผัดกะเพรา ทอดไข่ดาววางข้างเป็นอันเสร็จพิธี
 
“ข้าวกะเพราไก่ไข่ดาว” มีพลังงานประมาณ 500-600 กิโลแคลอรี่
 
ประโยชน์และคุณค่าทางโภชนาการ
 
1. ข้าว ให้พลังงานและความอบอุ่น
2. เนื้อไก่/หมู ไข่ ให้โปรตีนและเกลือแร่ ช่วยในการเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของ ร่างกาย
3. ใบกะเพรา แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม มีแคลเซียม มีเบต้า-แคโรทีนและวิตามินซีทำหน้าที่ร่วมกันเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง
4. พริก ให้วิตามินซี เบต้า-แคโรทีน ความเผ็ดจากสารแคปไซซินในพริกมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ และช่วยขัดขวางสารมะเร็งไม่ให้ทำร้ายเซลล์
5. กระเทียม ให้สารออร์แกโนซัลเฟอร์ต่อต้านการเจริญเติบโตของแบคทีเรียบางชนิดที่ก่อ มะเร็งได้สามารถกระตุ้นระบบทำลายสารพิษจึงต้านฤทธิ์สารก่อมะเร็งได้
6. ถั่ว มีเบต้า-แคโรทีน และวิตามินซี ที่ช่วยป้องกันอนุมูลอิสระ และมีใยอาหาร ดักจับสารพิษได้
7. ข้าวโพดอ่อน มีเส้นใยอาหาร ช่วยระบาย ป้องกันมะเร็งลำไส้

ที่มา : http://www.ayurvedicthai.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&WBntype=1&No=1454757

การ์ตูนที่ฉันชอบ

1 เรื่องS.Aวัยมันส์คนพันA

ดาวน์โหลด

เนื้อเรื่อง[แก้]

เรื่องราว..เริ่มจากสาวน้อย ฮานะโซโนะ ฮิคาริ ที่มีฝีมือ ชกต่อยเกินเด็กเพราะ อิทธิพลจากพ่อที่ชอบดู มวยปล้ำ แต่วันหนึ่งกลับต้องพ่ายแพ้ให้กับ ทาคิชิมะ เค ลูกชาย เพื่อนพ่อที่คลั่งมวยปล้ำไม่แพ้กัน ฮิคาริเลยหมายหัว เค เป็นคู่แข่งอันดับหนึ่งนับตั้งแต่นั้นมา

จนกระทั่งเมื่อ ฮิคาริ มาเรียนโรงเรียนมัธยมไฮโซที่เดียว กันกับเค และยังเป็นสมาชิกในห้องเรียนชั้นหัวกะทิหนึ่งเดียวนามว่า Special A โดยสมาชิกในห้อง S.A. คือ นักเรียนที่ผลการเรียนท็อปสุดในโรงเรียน 7 คน ที่ได้ สิทธิพิเศษเหนือใครนั่นก็คือ ไม่ต้องเรียน

แต่ทว่า ฮิคาริ กลับมีจุดมุ่งหมายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือการเอาชนะ เค ให้ได้โดยที่ไม่รู้เลยว่าเคนั้นแอบมีใจ ให้เธอมาตั้งแต่ต้น…เรื่องราวความรักวุ่นๆของฮิคาริและ เคจะเป็นเช่นไร ติดตามมได้ใน S.A วัยมันส์คนพันธุ์

ตัวละคร[แก้]

ฮานาโซโนะ ฮิคาริ (華園 光)

ฮิคาริ ลูกสาวบ้านช่างไม้ฐานะธรรมดาที่แทบจะ ต้องขูดเลือดเนื้อส่งลูกสาวเข้าโรงเรียนคุณหนูจน ถึงบัด นี้ก็ยังเอาชนะ เค ไม่ได้ซักทีถึงจะสอบได้ คะแนนเต็ม แต่เคก็มีวิธีนำไปให้ได้สิน่ะ แล้วเวลา โดนเรียกว่า“คุณที่สอง” ก็จะฉุนขาดโวยแหลก แหกปากลั่น บุคลิกเป็นคนเถรตรงสุดๆแต่ค่อนข้าง ซื่อบื้อในเรื่องความรัก ฮิคาริคิดว่าทาคิชิมะเคเป็น คู่แข่งที่สำคัญของเธอ ตั้งแต่เคสามารถเอาชนะมวยปล้ำ ฮิคาริเป็นคนใจดี และไม่ยอมแพ้ กับเรื่องใดทั้งสิ้น

ทาคิชิมะ เคย์ (滝島 彗)

เคสอบได้อันดับที่ 1ของโรงเรียน เขาเป็นลูกชาย ของกลุ่มบริษัททาคิชิมะ เป็นคนที่เก่งในทุกๆด้าน ชอบเรียกฮิคาริว่า“คุณที่ 2” แต่จริงๆแล้วเคมีความ รู้สึกอย่างหนึ่งกับฮิคาริ ตั้งแต่เด็กแล้ว ส่วนใหญ่ เคจะมีสีหน้าเฉยๆนิ่งๆ ตลอด ยกเว้น ถ้าเป็น เรื่องที่เกี่ยวข้องกับฮิคาริ ….(แอบชอบฮิคาริ)

ยามาโมโตะ จุน (山本 純)

จุนสอบได้อันดับที่ 3ของโรงเรียน เป็นลูกของ โปรดิวเซอร์เพลง กับนักร้องอัจฉริยะเขาเป็นน้อง ชายฝาแฝดของเมงุมิ เขาไม่ค่อยพูดเหมือนกับ พี่สาวจุนสนิทกับริวมาตั้งแต่เด็ก เช่นเดียวกับ เมงุมิ นอกจากนี้จุนยังมีนิสัยที่ต่างจากปกติ เป็นคนละคนซ่อนอยู่ด้วย

ยามาโมโตะ เมงุมิ (山本 芽)

เมงุมิสอบได้อันดับที่ 4 ของโรงเรียน เธอเป็นพี่ สาวฝาแฝดของจุน เมงุมิไม่ชอบเล่นกีฬา เธอ เป็นคนเงียบ แต่เวลาที่ต้องการจะสื่อสารอะไร กับคนอื่น เธอจะเขียนคำพูดนั้นใส่กระดาษวาด เขียน เหตุผลก็เพื่อดูแลเสียงของตัวเอง เมงุมิสนิทกับริวมาตั้งแต่เด็ก

คาริโนะ ทาดาชิ (狩野 宙)

ทาดาชิสอบได้อันดับที่5 ของโรงเรียน เขามีแม่ เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนฮาคุเซ็นคัน ชอบกินของ หวานๆ โดยเฉพาะขนมที่อากิระทำ และมักแอบ หยิบขนมกินแล้วก็โดนอากิระซัดอยู่ทุกที ชอบเที่ยวคน เดียว

โทโด อากิระ (東堂 明)

อากิระสอบได้อันดับที่ 6 ของโรงเรียน เธอเป็น ลูกสาวของประธานบริษัทสายการบิน เธอชอบ นิสัยฮิคาริ จึงไม่ชอบเค แม้อากิระจะเป็นเพื่อน สมัยเด็กกับเคก็ตาม เธอชื่นชอบเวลาดื่มน้ำชา และ ผู้หญิงน่ารักๆ อากิระมักจะลงไม้ลงมือกับ ทาดาชิบ่อยๆ เพราะคำพูดของเขา

สึจิ ริว (辻 竜)

ริวสอบได้อันดับที่ 7 ของโรงเรียน เขาเป็นลูก ชายประธานบริษัทสปอร์ตเมกเกอร์ริว เป็นคน รักสัตว์ ริวสนิทกับเมงุมิและจุนมาตั้งแต่เด็ก จึงผูกพันกับทั้งสองคนมาก

ไซงะ ยาฮิโระ (雑賀 八尋)

ยาฮิโระเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยพูดกับใคร เขาเป็น แอบชอบอากิระ และคอยให้ความช่วยเหลืออากิ ระมาโดยตลอด แต่เมื่อรู้ว่าอากิระและทาดาชิรัก กัน ก็ยอมถอยห่างด้วยดี จึงเป็นโอกาสให้เมงุมิ และยาฮิโระได้รู้จักกันและสนิทกันมากขึ้น

อุชิคุโบะ ซากุระ (牛窪 桜)

คุณหนูลูกสาวมหาเศรษฐี เห็นน่ารักๆ แบบนี้ลอง ไปโกหกต่อหน้าเธอดูสิรับรองศพไม่สวยแน่ๆ ตอน แรก เธอคือคู่หมั้นของเค แต่เคไม่ใช่สเป็คของเธอ จนได้มาพบกับจุนเธอก็ตกหลุมรักเขาตั้งแต่แรก เห็น และทั้งสองก็ได้ตกหลุมรักกัน

โองาตะ อาโออิ (緒方 蒼)

เขาก็เหมือนกับเคที่สามารถจดจำทุกอย่างได้ อย่างแม่นยำ อาโออิและเครู้จักกันตั้งแต่ตอนเด็ก เขาทำงานให้กับประธานของกลุ่มทาคาชิมะ (ปู่ ของเค) เขาทำตามคำสั่งโดยพาเคกลับลอนดอน และ นั้นคือจุดเริ่มต้นเขากับฮิคาริกลายเป็นเพื่อน กัน อาโออิเป็นคนขี้เหงา แต่เริ่มเข้าใจความหมาย ที่แท้จริงของคำว่าเพื่อน โดยเห็นสิ่งที่เห็นสิ่งที่ ฮิคาริ และเพื่อนๆ ทำเพื่อปกป้องไม่ให้เค ต้องจากไปลอนดอน

เรื่องราว..เริ่มจากสาวน้อย ฮานะโซโนะ ฮิคาริ ที่มีฝีมือ
ชกต่อยเกินเด็กเพราะ อิทธิพลจากพ่อที่ชอบดู มวยปล้ำ
แต่วันหนึ่งกลับต้องพ่ายแพ้ให้กับ ทาคิชิมะ เค ลูกชาย
เพื่อนพ่อที่คลั่งมวยปล้ำไม่แพ้กัน ฮิคาริเลยหมายหัว
เค เป็นคู่แข่งอันดับหนึ่งนับตั้งแต่นั้นมา
จนกระทั้งเมื่อ ฮิคาริ มาเรียนโรงเรียนมัธยมไฮโซที่เดียว
กันกับเค และยังเป็นสมาชิกในห้องเรียนชั้นหัวกะทิหนึ่งเดียวนามว่า Special A โดยสมาชิกในห้อง S.A. คือ
นักเรียนที่ผลการเรียนท็อปสุดในโรงเรียน 7 คน ที่ได้
สิทธิพิเศษเหนือใครนั่นก็คือ ไม่ต้องเรียน
แต่ทว่า ฮิคาริ กลับมีจุดมุ่งหมายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
คือการเอาชนะ เค ให้ได้โดยที่ไม่รู้เลยว่าเคนั้นแอบมีใจ
ให้เธอมาตั้งแต่ต้น…เรื่องราวความรักวุ่นๆของฮิคาริและ
เคจะเป็นเช่นไร ติดตามมได้ใน S.A วัยมันส์คนพันธุ์ A
 
2.เรื่องfrozen

ประวัติอย่างเป็นทางการจาก Disney

จากภายนอก เอลซ่าดูสง่าแบบราชนิกุล ดูเก็บตัว แต่จริงๆแล้ว เธออยู่ด้วยความกลัวที่ต้องพยายามรักษาความลับของพลังพิเศษ เธอกำเนิดมาด้วยพลังในการสร้างน้ำแข็งและหิมะ มันเป็นความสามารถที่ดูงดงาม แต่ในขณะเดียวกันยังเป็นอันตรายอย่างมาก  เธอฝังใจกับการที่พลังของเธอเกือบจะสังหารอันนา น้องสาวของเธอ ทำให้เอลซ่าแยกตนเองออกมาอยู่อย่างโดดเดี่ยว ใช้เวลาไปกับความพยายามที่จะควบคุมพลังของตนเอง การระเบิดอารมณ์ของเธอ ทำให้เธอปลดปล่อยพลังจนทำให้เกิดฤดูหนาวนิรันดร์กาลโดยไม่ได้ตั้งใจ โดยที่เธอก็ไม่สามารถหยุดยั้งมันได้ ทำให้เธอกลัวว่าเธอจะกลายเป็นปีศาจ ซึ่งไม่มีใครสามารถช่วยเธอได้ แม้แต่น้องสาวของเธอเอง

รูปลักษณ์ภายนอก

เอลซ่าเป็นหญิงสาวที่งดงามอย่างสะดุดตา ด้วยรูปร่างที่เพรียวงาม ผมสีบลอนด์แพลตินัม ตาสีฟ้า ผิวขาวซีด มีกระจางๆ บนใบหน้า เหมือนกับน้องสาวของเธอ เธอถอดแบบมาจากแม่ เห็นได้จากตอนพระราชพิธีราชาภิเษก เธอวางตัวได้สมเป็นราชินีเหมือนดั่งมารดาของเธอ ต่างกันก็เพียงแค่สีผมเท่านั้น ช่วงก่อนที่เธอจะกลายเป็นราชินีหิมะ เธอสวมชุดสีเขียวอมฟ้า เสื้อเกาะอกรูปหัวใจ ขลิบสีบรอนซ์ เสื้อแขนยาวสีดำ เสื้อคลุมสีแดงอมม่วง ส่วนผมของเธอมัดรวบไว้ด้านหลัง เธอสวมถุงมืออยู่เสมอเพื่อป้องกันพลังของเธอ

ในช่วงที่เป็นราชินีหิมะแล้ว เอลซ่าทำผมเปียม้วนลงข้าง ประดับด้วยเกล็ดหิมะ เธอสวมชุดซึ่งสร้างจากน้ำแข็ง สีฟ้าคริสตัล เปิดไหล่ เสื้อแขนยาวสีฟ้าอ่อน ใต้แขนเสื้อเป็นเสื้อคลุมบาง โปร่งแสง ลายเกล็ดหิมะขนาดใหญ่ ยาวกรอมพื้น

บุคลิกภาพ

ในฐานะราชินี เอลซ่าวางตัวนิ่ง สงบ ดู่สง่างาม สมเป็นเชื้อพระวงศ์ ในวัยเด็ก เธอให้ความใส่ใจอันนาเป็นอย่างมาก แม้จะวางตัวเป็นผู้ใหญ่ แต่ก็เป็นเด็กที่ค่อนข้างร่าเริง อย่างไรก็ดีเมื่อพลังของเธอเกือบจะเป็นต้นเหตุให้น้องสาวเธอตาย เอลซ่าก็มีชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัว กังวลว่า อำนาจพิเศษจะเพิ่มพูนจนเกินจะรับมือได้ ดังนั้นเอลซ่าจึงต้องการแยกตัวจากทุกคนที่เธอรัก รวมทั้งอันนา ด้วยความกลัวว่าพลังของเธอจะทำร้ายคนอื่น เธอเลือกที่จะเก็บงำความลับเรื่องของเธอไว้กับตนเองโดยไม่บอกคนอื่น อย่างไรก็ดี อารมณ์ของเธอเป็นต้นเหตุของการปลดปล่อยพลังน้ำแข็งและพายุทำลายล้าง

ด้วยความกดดันดังกล่าว เอลซ่าจึงอ่อนไหวต่อความรู้สึกและพฤติกรรมของคนอื่น เธอรู้สึกว่า เธอต้องอยู่ให้ห่างไกลจากคนอื่นให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อที่จะทำให้คนอื่นปลอดภัย ด้วยความรู้สึกนี้ เธอจึงคิดว่าเธอไม่สามารถจะปกครองอาณาจักรได้เนื่องจากจุดอ่อนของเธอ ซึ่งนี่เป็นสาเหตุโดยตรงที่เธอตัดขาดการสื่อสารกับอันนา เนื่องจากเธอเกรงว่าอาจจะไม่สามารถควบพลังได้ หากโดนกระตุ้นจากอันนา ด้วยเหตุที่อันนาถูกลบล้างความทรงจำ เพื่อลบล้างคำสาปที่เอลซ่าปล่อยพลังใส่เธอตอนเด็กโดยไม่ตั้งใจ เธอจึงมีความยากลำบากที่จะพูดคุยกับอันนาในช่วงที่เธอโดดเดี่ยวตนเอง เธอยังคิดไปเองว่า เธอนั้นไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ แอเรนเดลล์ เนื่องจากเธอมองว่าตนเองมีพลังแห่งการทำลาย

ถึงแม้ว่าเธอจะพยายามหลบหน้าอันนาตลอดชีวิตของเธอ เธอยังมีช่วงที่อยากจะพูดคุยกับอันนา เช่น ตอนให้อันนาไปเต้นรำกับ Duke of Weselton แทนตนเอง แสดงให้เห็นถึงอีกด้านหนึ่งของเธอที่ดูขี้เล่นและซุกซน

ท่ามกลางความหวาดกลัว แต่เอลซ่าก็แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของเธอต่อครอบครัว และอาณาจักรของเธอ ดังจะเห็นได้ว่า เธอพยายามหลบหนีออกจากอาณาจักรของเธอมาอยู่อย่างโดดเดี่ยว เพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อเมืองของเธอ แต่กระนั้นก็ตาม เธอแสดงให้เห็นถึงความกลัว เมื่อเธอตระหนักว่า เธอได้สร้างฤดูหนาวนิรันดร์กาลขึ้นมาที่อาณาจักรของเธอ ซึ่ง เอลซ่าเองก็ไม่อาจเผชิญหน้ากับสิ่งที่เธอสร้างขึ้นมาได้ เนื่องจากเธอเชื่อว่าเธอสามารถสร้างฤดูหนาวได้ แต่ไม่สามารถลบล้างมันได้

อย่างไรก็ดี เมื่อเนรเทศตนเองออกมาแล้ว เธอแสดงให้เห็นถึงอีกด้านหนึ่งของเธอที่ต้องการเป็นอิสระ โดยไม่มีความกดดันหรือความกลัวที่จะทำร้ายคนอื่น เธอแสดงถึงความแข็งแกร่ง ด้วยบรรยากาศอันอลังการโดยรอบ และด้วยจิตสำนึกอย่างแรงกล้าของอิสรภาพ เธอจึงมีความมั่นใจอย่างยิ่งถึงพลังของเธอ ขณะนั้นเธอไม่กังวลและไม่เกรงกลัวอีกต่อไปแล้วที่จะกักเก็บพลังของเธอ ในเวลานั้น เอลซ่าได้พิสูจน์ว่า เธอเป็นผู้หญิงที่มีความกล้าที่จะออกถอยห่างจากจากชะตาที่ลิขิตทางเดินไว้ให้เธอ ด้วยการสละตำแหน่งราชินีแห่ง แอเรนเดลล์ แลกกับอิสรภาพที่เธอลิขิตเองจุดที่แข็งแกร่งที่สุดสำหรับเอลซ่าคือ ความรักที่มีต่อน้องสาวของเธอ ความผูกพันของเอลซ่ากับอันนา มันแข็งแกร่งกว่าที่เธอคิด ในช่วงที่เธอเผชิญแรงกระตุ้นสูงสุด มันเหมือนเธอได้รำลึกว่า เธอไม่ได้โดดเดี่ยวจริงๆ เมื่อมีคนอื่นที่รักและใส่ใจเธอเช่นเดียวกัน ด้วยพลังความรัก และความตั้งใจอย่างแรงกล้า ทำให้เอลซ่าสามารถควบคุมพลังของเธอได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อช่วยน้องสาวที่เธอรัก เอลซ่าจึงสามารถเผชิญหน้ากับความกลัว และเรียนรู้ที่จะควบคุมพลังและใช้มันไปในทางที่ดีได้

เมื่อเธอสามารถเอาชนะความกลัวได้ บุคลิกภาพของเอลซ่า ได้กลับมาอบอุ่น และร่าเริงอีกครั้งหนึ่ง เห็นได้จากเธอมีความสุขที่จะเล่นเสก็ตกับอันนาและคนอื่นๆ ช่วยอันนาสร้างเสก็ตโดยไม่กลัวว่าจะเป็นการทำอันตรายต่อเธอ และเอลซ่ายังสร้างก้อนเมฆหิมะให้โอลาฟ เพื่อให้มันอยู่ได้ตลอดฤดูร้อนอีกด้วย
ดาวน์โหลด (1)

3.เรื่องมาเลียฟรีเซนส์

images

มาเลฟิเซนต์ (อังกฤษ: Maleficent) เป็นตัวละครฝ่ายร้ายจากภาพยนตร์เรื่อง เจ้าหญิงนิทรา (Sleeping Beauty) ของวอลต์ดิสนีย์เมื่อปี 1959 นางประกาศตนเป็น “ประมุขแห่งความชั่วร้ายทั้งปวง” และเมื่อมิได้รับเชิญไปพระราชพิธีสมโภชเดือนเจ้าหญิงออโรรา (Aurora) พระราชธิดาพระเจ้าสเตฟาน (Stephan) นางก็สาปให้พระกุมารีถูกเข็มปั่นฝ้ายตำพระดัชนีและสิ้นพระชนม์ก่อนตะวันลับฟ้าในวันเฉลิมพระชนม์ปีที่สิบหก ตัวละครตัวนี้ดัดแปลงมาจากเทพธิดาใจร้าย (wicked fairy godmother) ในนิทานฝรั่งเศสเรื่อง สาวงามนิทราในป่าไพร (La Belle au bois dormant)

มาเลฟิเซนต์ได้ชื่อว่า เป็น “ตัวร้ายตัวหนึ่งในการ์ตูนดิสนีย์ที่ชั่วช้าที่สุด”[1] และในการจัดอันดับตัวร้ายดิสนีย์สามสิบตัวของเว็บไซต์อัลทิเมตดิสนีย์ (Ultimate Disney) มาเลฟิเซนต์ก็อยู่ที่หนึ่ง[2] นอกจากภาพยนตร์ข้างต้นแล้ว มาเลฟิเซนต์ยังเป็นตัวละครหลักในเกม คิงดอมฮาตส์(Kingdom Hearts) ด้วย

การสร้างตัวละคร[แก้]

มาร์ก เดวิส (Mark Davis) สร้างตัวละครนี้ โดยตั้งใจออกแบบให้นางดูคล้ายกับค้างคาวยักษ์ดุร้าย[3] เบอร์นี แมตตินสัน (Burny Mattinson) บุคลากรดิสนีย์ กล่าวว่า มาเลฟิเซนต์ “ได้รับการออกแบบให้ดูประหนึ่งค้างคาวดูดเลือดตัวใหญ่ยักษ์เพื่อให้รู้สึกถึงภัยคุกคาม”[4]

ชื่อของตัวละครว่า “มาเลฟิเซนต์” นั้นเป็นคำคุณศัพท์ในภาษาอังกฤษซึ่งแปลว่า ทำผิดคิดชั่ว[5] นางมีกายสีเขียว และสวมศิราภรณ์ซึ่งมีลักษณะเป็นเขาสัตว์สีดำสองเขา

ในภาพยนตร์ เจ้าหญิงนิทรา ฉบับภาษาอังกฤษ เอเลเนอร์ ออดลีย์ (Eleanor Audley) ให้เสียงแก่มาเลฟิเซนต์ ออดลีย์เคยพากย์เป็นคุณหญิงเทรเมน (Lady Tremaine) แม่เลี้ยงใจร้ายของซินเดอเรลลา (Cinderella) ในภาพยนตร์เรื่อง ซินเดอเรลลา เมื่อปี 1950 มาแล้ว ผู้สร้างตัวละครมาเลฟิเซนต์ยังอาศัยกิริยาท่าทางของออดลีย์เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบมาเลฟิเซนต์ด้วย[6] โอลลี จอห์นสัน (Ollie Johnston) กับแฟรงก์ ทอมัส (Frank Thomas) นักสร้างภาพเคลื่อนไหว กล่าวไว้ในหนังสือ เดอะดิสนีย์วิลเลียน (The Disney Villain) ว่า งานพากย์เสียงครั้งนี้ของออดลีย์เป็น “งานที่ยากแต่น่าตื่นเต้น เป็นการทำงานกับเสียงแบบที่ต้องประสมสำเนียงประชดประชันเข้ากับอำนาจดุร้าย”[7]

เอริก เคลเวิร์ท (Eric Cleworth) สร้างมังกรอันเป็นร่างจำแลงของมาเลฟิเซนต์ เคลเวิร์ทกล่าวว่า มังกรตัวนี้เอางูหางกระดิ่งเป็นแม่แบบ จึงมี “กล้ามเนื้ออันทรงพลังที่เคลื่อนร่างกายอันเทอะทะไปตามเหลี่ยมผา”[4] ส่วนจิม แมกดอนัลด์ (Jim Macdonald) ซึ่งรับผิดชอบงานเสียง ได้ร้องขอให้กองทัพสหรัฐอเมริกาส่งเสียงที่บันทึกจากการฉีดเครื่องพ่นไฟ (flamethrower) มาให้ใช้เป็นเสียงลมหายใจของมังกร[6]

บทบาท[แก้]

ในภาพยนตร์เรื่อง เจ้าหญิงนิทรา มาเลฟิเซนต์ปรากฏกายครั้งแรกโดยใช้อำนาจเหนือธรรมชาติบันดาลให้เกิดลมพายุใหญ่พัดเข้ามาท่ามกลางท้องพระโรงพระราชวังพระเจ้าสเตฟานขณะประกอบพระราชพิธีสมโภชเดือนเจ้าหญิงออโรรา ตามด้วยอสนีบาตฟาดเข้ามาหน้าพระที่นั่ง เกิดเป็นเปลวเพลิงสีเขียว แล้วนางก็แสดงตัว เมื่อมาแล้วนางก็มีกิริยานอบน้อมต่อพระเจ้าแผ่นดิน แต่กล่าววาจากระทบกระเทียบซึ่งแสดงให้เห็นว่า นางโกรธมากที่ไม่ได้รับเชิญมาในพระราชพิธีนี้เหมือนนางฟ้าองค์อื่น ๆ ครั้นแล้ว นางทูลถามพระเจ้าแผ่นดินถึงเหตุผลที่ไม่ทรงเชิญนางมา นางฟ้าเมร์รีเวทเทอร์ (Merryweather) ก็สอดขึ้นว่า เพราะ “ไม่มีใครต้องการหล่อน” นางจึงแก้เกี้ยวว่า คงเป็นเพียงการเผลอมองข้ามนางไป พระราชินีจึงตรัสขอให้นางอย่าได้ถือโทษ นางก็ทูลตอบว่า เพื่อแสดงว่า นางมิได้โกรธเกรี้ยวเลย นางจะอำนวยพรให้แก่พระกุมารี แล้วนางก็ประกาศว่า เจ้าหญิงออโรราจะเจริญพระชนม์ขึ้นเป็นสตรีผู้พร้อมทั้งความดีและความงาม เป็นที่รักของคนทั้งปวงผู้ได้พบ แต่ก่อนตะวันยอแสงในวันเฉลิมพระชนม์สิบหกชันษา เจ้าหญิงจะถูกเข็มปั่นฝ้ายตำพระดัชนีและสิ้นพระชนม์ แล้วมาเลฟิเซนต์ก็อันตรธานไป เมร์รีเวทเทอร์ที่ยังมิได้ประทานพรให้แก่พระกุมารีจึงบรรเทาคำสาปของมาเลฟิเซนต์เป็นว่า เจ้าหญิงออโรราจะเพียงบรรทมไป และจะเสด็จจากบรรทมก็ต่อเมื่อทรงได้รับการจุมพิตด้วยรักแท้

นางฟ้าสามองค์ คือ ฟลอรา (Flora), ฟอนา (Fauna) และเมร์รีเวทเทอร์ ช่วยกันซ่อนพระราชธิดาเอาไว้จนกว่าจะพ้นวันเฉลิมพระชนม์สิบหกชันษา ขณะเดียวกัน มาเลฟิเซนต์สั่งให้ยักษ์มารซึ่งเป็นสมุนของนางช่วยกันตามหาพระราชธิดามาตลอดแต่ก็ไร้ผล นางจึงมอบหมายให้ดีอาโบล (Diablo) นกกาของนาง ออกล่าพระราชธิดา และดีอาโบลก็ได้พบ มาเลฟิเซนต์จึงมาหาพระราชธิดาในเย็นวันเฉลิมพระชนม์สิบหกชันษานั้นเอง และล่อลวงให้ทรงถูกเข็มปั่นฝ้ายทิ่มพระดัชนีสลบไปในหอคอยเปลี่ยว

เพื่อให้เป็นที่มั่นใจว่า จะไม่มีผู้ใดมาปลุกพระราชธิดาตามคำของเมร์รีเวทเทอร์ มาเลฟิเซนต์จึงจับเจ้าชายฟิลลิป (Phillip) รักแท้ของพระราชธิดา ไปขังไว้ในบรรพตต้องห้าม (Forbidden Mountains) อันเป็นที่พำนักของนาง แต่นางฟ้าทั้งสามมาช่วยเจ้าชายออกจากที่คุมขังได้ ความทราบถึงมาเลฟิเซนต์ นางจึงพยายามขัดขวางมิให้เจ้าชายไปถึงปราสาทที่พระราชธิดาบรรทมอยู่ โดยบันดาลให้เกิดอุปสรรคต่าง ๆ เช่น สายฟ้า และป่าหนาม แต่ก็ไม่เป็นผล นางจึงเหาะมาขวางหน้าเจ้าชายไว้ และกล่าวว่า จะต่อกรกับเขาด้วย “อำนาจแห่งอเวจี” (all the powers of Hell) แล้วจำแลงกายเป็นมังกรมหึมาเข้าประจันหน้ากับเจ้าชาย ขณะที่เจ้าชายกำลังเพลี่ยงพล้ำและใกล้ถึงความตายนั้นเอง นางฟ้าทั้งสามรวมอำนาจแห่งความดีเสกเป่ากระบี่ของเจ้าชายให้มีฤทธิ์ แล้วเจ้าชายโยนกระบี่นั้นไปปักหัวใจมังกร มังกรหมายจะกระโดดเข้ากัดกินเจ้าชายด้วยกำลังเฮือกสุดท้าย แต่ก็ตกลงจากที่ยืนลงสู่หุบเหวเบื้องล่างถึงแก่ความตาย เห็นแต่กระบี่กายสิทธิ์ปักเสื้อคลุมของมาเลฟิเซนต์ตรึงไว้กับพื้นเบื้องล่าง แล้วกระบี่นั้นกลายเป็นสนิมไป

การตอบรับ[แก้]

กิลเยอร์โม เดล โตโร (Guillermo del Toro) ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวเม็กซิโก ว่า มาเลฟิเซนต์เป็นมังกรในภาพยนตร์ที่เขาชื่นชอบมาก[8] นอกจากนี้ มาเลฟิเซนต์ยังได้รับการจัดอันดับเป็นตัวร้ายอันดับหนึ่งในเว็บไซต์อัลทิเมตดิสนีย์ และมีผู้วิจารณ์บางคนพรรณนาว่า นางเป็น “ตัวร้ายตัวจริงประจำดิสนีย์”[2]

คงไม่มีใครไม่เคยดูการ์ตูนเจ้าหญิงของ วอล์ท ดิสนีย์กันใช่ไหมคะ .. เรื่องแรกที่ออกฉายให้เด็กๆได้ดูกันนั่นก็คือ สโนวไวท์กับคนแคระทั้ง 7 และตามมาด้วยเจ้าหญิงอีกหลายๆองค์ เช่น ซินเดอเดลล่า, เบล จากโฉมงามกับเจ้าชายอสูร, ลิตเติ้ลเมอเมด เป็นต้น และอีกหนึ่งเรื่องที่เป็นการ์ตูนขวัญใจอีกเรื่องหนึ่งคือ เจ้าหญิงนิทรา ซึ่งจะนำกลับมาสร้างเป็นภาพยนตร์ให้ได้ชมกันเร็วๆ นี้ด้วย ถ้าพูดถึงเหล่าบรรดาตัวร้ายในการ์ตูนเจ้าหญิงดิสนีย์ หนึ่งในแม่มดที่โหดร้ายที่สุดคงหนีไม่พ้น ?มาเลฟิเซนต์ Maleficent แล้วจะมี 10 เรื่องน่ารู้ของมาเลฟิเซนต์ Maleficent??จะมีอะไรน่ารู้ ต้องติดตามกันนะคะ

10 เรื่องน่ารู้ของมาเลฟิเซนต์ Maleficent

10 เรื่องน่ารู้ของมาเลฟิเซนต์ Maleficent?

1.?ตัวละคร มาเลฟิเซนต์ Maleficent?ตัวนี้ดัดแปลงมาจากเทพธิดาใจร้าย?(wicked fairy godmother) ในนิทานฝรั่งเศสเรื่อง?สาวงามนิทราในป่าไพร?(La Belle au bois dormant)

2.?มาเลฟิเซนต์ได้ชื่อว่า เป็น “ตัวร้ายตัวหนึ่งในการ์ตูนดิสนีย์ที่ชั่วช้าที่สุด” (เว็บไซต์อัลทิเมตดิสนีย์)

10 เรื่องน่ารู้ของมาเลฟิเซนต์ Maleficent

3.?มาร์ก เดวิส?(Mark Davis) ผู้สร้างตัวละครนี้ตั้งใจออกแบบให้ มาเลฟิเซนต์ Maleficent ?ดูคล้ายกับค้างคาวยักษ์ดุร้ายเพื่อให้รู้สึกถึงภัยคุกคาม

4.?ชื่อของตัวละคร “มาเลฟิเซนต์” นั้นเป็นคำคุณศัพท์ในภาษาอังกฤษซึ่งแปลว่า ทำผิดคิดชั่ว?นางมีกายสีเขียว และสวมศิราภรณ์ซึ่งมีลักษณะเป็นเขาสัตว์สีดำสองเขา

10 เรื่องน่ารู้ของมาเลฟิเซนต์ Maleficent

5.??ผู้สร้างตัวละครมาเลฟิเซนต์อาศัยกิริยาท่าทางของคนจริงๆ โดยเป็นของออดลีย์ เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบมาเลฟิเซนต์ ซึ่งเอเลเนอร์ ออดลีย์?(Eleanor Audley) ได้รับหน้าที่พากย์เสียงเป็นมาเลฟิเซนต์อีกด้วย นักสร้างภาพเคลื่อนไหว กล่าวไว้ในหนังสือ?เดอะดิสนีย์วิลเลียน (The Disney Villain)?ว่า งานพากย์เสียงครั้งนี้ของออดลีย์เป็น “งานที่ยากแต่น่าตื่นเต้น เป็นการทำงานกับเสียงแบบที่ต้องประสมสำเนียงประชดประชันเข้ากับอำนาจดุร้าย” (นอกจากนี้ออดลีย์เคยพากย์เป็นคุณหญิงเทรเมน?(Lady Tremaine) แม่เลี้ยงใจร้ายของซินเดอเรลลา (Cinderella) ในภาพยนตร์เรื่อง?ซินเดอเรลลา?เมื่อปี 1950)

6.?ร่างจำแลงของมาเลฟิเซนต์ -?เอริก เคลเวิร์ท?(Eric Cleworth) ผู้สร้างมังกรอันเป็นร่างจำแลงของมาเลฟิเซนต์ เคลเวิร์ทกล่าวว่า มังกรตัวนี้เอางูหางกระดิ่งเป็นแม่แบบ จึงมี “กล้ามเนื้ออันทรงพลังที่เคลื่อนร่างกายอันเทอะทะไปตามเหลี่ยมผา”

10 เรื่องน่ารู้ของมาเลฟิเซนต์ Maleficent

7. จิม แมกดอนัลด์ (Jim Macdonald) ซึ่งรับผิดชอบงานเสียง ได้ร้องขอให้กองทัพสหรัฐอเมริกาส่งเสียงที่บันทึกจากการฉีดเครื่องพ่นไฟ?(flamethrower) มาให้ใช้เป็นเสียงลมหายใจของมังกร สวดยอดไปเลยคะ

8. แต่ทว่าไป?มาเลฟิเซนต์ Maleficent ก็ยังเป็นตัวร้ายแบบมีสไตล์ คือ?แม้เธอจะได้รับการขนานนามว่าเป็น นายหญิงผู้ชั่วร้ายกว่าใครทั้งปวง แต่เธอก็มีน้ำใจพอที่จะอวยพรให้พระธิดามีสิริโฉมอันงดงาม และเป็นที่รักของผู้คน (ก่อนจะสาปให้เธอเข้าสู่ห้วงนิทราตลอดกาล) เอิ่บ ..

9.?วิธีชายตามองอย่างเยือกเย็นของเธอ ทำให้เธอดูหรูไฮและคลาสซี่ยิ่งกว่าการโวยวายของเหล่าวายร้ายคนอื่นๆ?

10 เรื่องน่ารู้ของมาเลฟิเซนต์ Maleficent

10.?เธอประกาศกร้าวว่าจะฆ่าออโรร่าเพียงเพราะไม่ได้รับเชิญไปงานวันเกิด ดูจะไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่?แต่ในเมื่อดีสนีย์หยิบเอาเทพนิยาย Sleeping Beauty มาสร้างเป็นหนังฟอร์มใหญ่ เล่าาถึงเรื่องราวของแม่มดร้ายซะมากกว่า?ก็ถือว่าจำเป็นมากที่เนื้อหาของหนังจะต้องมีความสมเหตุสมผลมากขึ้น เมื่อภาพยนตร์ตัวอย่างที่ปล่อยออกมานั้นทำให้เราพอเข้าใจถึงสาเหตุที่ทำให้แม่มดมาเลฟิเซ่นท์ บุกไปสาปแช่งเจ้าหญิงออโรร่าแบบนั้นแล้ว …?ไม่ใช่โกรธ แต่มันคือการ ?ล้างแค้น? พ่อของเด็กน้อยตะหาก

จากหนังตัวอย่างเวอร์ชั่นใหม่นี้ เราได้เห็นว่ามาเลฟิเซ่นท์ ?เคย? มีปีกสีดำอันใหญ่ เป็นความสง่างาม เป็นความภาคภูมิใจที่สุดของเธอ การถูกเด็ดปีก ซึ่งน่าจะเป็นฝีมือของกษัตริย์สเตฟาน พ่อของเจ้าหญิงออโรร่า ทำให้เธอถูกมองเป็นคนนอกสังคม (outcast) ใช้ชีวิตอยู่ในความมืดกับเหล่าสัตว์ประหลาด และอีกาคู่ใจ (ชื่อ ดิเอโบล) ในป่าต้องห้ามดำทะมึน น่ากลัว…?ความเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น คือ ?แรงขับ? สำคัญที่ทำให้มาเลฟิเซ่นท์กลายเป็นตัวร้ายที่ได้ชื่อว่า ?น่ากลัว? ที่สุดในกระบวนหนังการ์ตูนของดีสนีย์ทั้งหมดอย่างที่เรารู้ๆ กัน?

 

สาระน่ารู้เรื่องการสมัครอีเมล์

เรื่องการสมัครอีเมลล์

ขั้นตอนการสมัครอีเมล์ (E-mail) ในที่นี้ใช้ Hotmail – สามารถกดที่รูปเพื่อขยายเท่าขนาดจริงได้

 
1.เปิดโปรแกรมเบราเซอร์ที่มีขึ้นมา
2.ทำการพิมพ์คำว่า http://www.hotmail.com ลงไปในช่องด้านบน
 
3.กดปุ่ม Sign up now เพื่อลงทะเบียน
4.กรอกข้อมูลให้ครบและถูกต้องทุกช่อง
5.กรอกข้อมูลให้ครบและถูกต้องทุกช่อง
6.เสร็จสิ้นขั้นตอนการสมัครอีเมล์

 

สาระน่ารูเรื่อง กล้วย

กล้วย

ดาวน์โหลด (3)

กล้วย เป็นพรรณไม้ล้มลุกในสกุล Musa มีหลายชนิดในสกุล บางชนิดก็ออกหน่อแต่ว่าบางชนิดก็ไม่ออกหน่อ ใบแบนยาวใหญ่ ก้านใบตอนล่างเป็นกาบยาวหุ้มห่อซ้อนกันเป็นลำต้น ออกดอกที่ปลายลำต้นเป็น ปลี และมักยาวเป็นงวง มีลูกเป็นหวี ๆ รวมเรียกว่า เครือ พืชบางชนิดมีลำต้นคล้ายปาล์ม ออกใบเรียงกันเป็นแถวทำนองพัดคลี่ คล้ายใบกล้วย เช่น กล้วยพัด (Ravenala madagascariensis) ทว่าความจริงแล้วเป็นพืชในสกุลอื่น ที่มิใช่ทั้งปาล์มและกล้วย

Áá== ลักษณะทางพฤษศาสตร์ ==

Photo of a banana corm growing from loamy soil

หัวกล้วย เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 25 ซม (10 นิ้ว)

กล้วยเป็นไม้ดอกล้มลุกขนาดใหญ่[1] ทุกส่วนเหนือพื้นดินของกล้วยเจริญจากส่วนที่เรียกว่า “หัว” หรือ “เหง้า”[2] ปกติแล้ว ต้นกล้วยจะสูงและแข็งแรงพอสมควร ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นต้นไม้ ซึ่งแท้จริงแล้วส่วนที่คล้ายกับลำต้นคือ “ลำต้นเทียม” (pseudostem) ใบของกล้วยประกอบด้วย “ก้านใบ” (petiole) และแผ่นใบ (lamina) ฐานก้านใบแผ่ออกเป็นกาบ กาบที่รวมตัวกันอย่างหนาแน่นทำให้เกิดลำต้นเทียม มีหน้าที่ชูก้านใบ พยุงให้พืชตั้งตรงดูคล้ายต้นไม้ เมื่อแรกเจริญขอบของกาบจะจรดกันคล้ายท่อ เมื่อมีใบเจริญขึ้นใหม่ที่ใจกลางลำต้นเทียม ขอบกาบที่จรดกันนั้นก็จะแยกออกจากกัน[3] พันธุ์กล้วยนั้นมีความผันแปรมากขึ้นอยู่กับพันธุ์ปลูกและสภาพแวดล้อม โดยมาก สูงประมาณ 5 เมตร (16 ฟุต) จาก ‘กล้วยหอมแคระ (Dwarf Cavendish)’ ซึ่งสูงประมาณ 3 เมตร (10 ฟุต) ไปจนถึง ‘กล้วยหอมทอง (Gros Michel)’ ที่สูงประมาณ 7 เมตร (23 ฟุต) หรือมากกว่า[4][5] ใบแรกเจริญจะขดเป็นเกลียวก่อนที่จะแผ่ออก อาจยาวได้ถึง 2.7 เมตร (8.9 ฟุต) และกว้าง 60 ซม (2.0 ฟุต)[6] แผ่นใบมีขนาดใหญ่ ปลายใบมน รูปใบขอบขนาน โคนใบมน มีสีเขียว[7] ใบฉีกขาดได้ง่ายจากลม ทำให้บางครั้งมองดูคล้ายใบเฟิร์น[8] รากเป็นระบบรากฝอย แผ่ไปทางด้านกว้างมากกว่าทางแนวดิ่งลึก

ต้นกล้วยที่มีผลและหัวปลี

เมื่อกล้วยเจริญเติบโตเต็มที่ หัวจะสร้างใบสุดท้ายที่เรียกว่า “ใบธง”[7] จากนั้นจะหยุดสร้างใบใหม่ และเริ่มสร้างช่อดอก (inflorescence) ลำต้นที่มีช่อดอกอ่อนบรรจุอยู่ จะพัฒนาขึ้นภายในลำต้นเทียม จนในที่สุดมันก็โผล่ออกที่ด้านบนลำต้นเทียม[9] แต่ละลำต้นเทียมจะสร้างช่อดอกเพียงช่อเดียว ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “ปลี (banana heart)” (บางครั้งมีกรณีพิเศษ เช่นกล้วยในประเทศฟิลิปปินส์สร้างปลีขึ้นมาห้าหัว[10]) ช่อดอกประกอบด้วยกลุ่มของช่อดอกย่อยเป็นกลุ่มๆ มีใบประดับสีม่วงแดงหรือที่เรียกว่า “กาบปลี”[7] (บางครั้งมีการเข้าใจผิดเรียกเป็นกลีบดอก) ระหว่างแถวของช่อดอกย่อย ช่อดอกย่อยแต่ละช่อมีดอกเรียงซ้อนกันอยู่ 2 แถว ดอกตัวเมีย (ที่สามารถเจริญเป็นผลได้) จะอยู่ในช่อดอกย่อยที่บริเวณโคนปลี (ใกล้กับใบ) ดอกตัวผู้จะอยู่ที่ปลายปลี หรือส่วนที่เรียกว่า “หัวปลี”[7] รังไข่อยู่ต่ำกว่าซึ่งหมายความว่ากลีบดอกขนาดเล็กและส่วนอื่นๆ ของดอกจะอยู่ในปลายรังไข่[11] หลังให้ผล ลำต้นเทียมจะตายลง แต่หน่อหรือตะเกียงจะพัฒนาขึ้นจากตา (bud) ที่หัว ส่งผลให้กล้วยเป็นพืชหลายปี หากเกิดขึ้นหลายหน่อพร้อมกันจะเรียกว่า “การแตกกอ”[7] ในระบบการเพาะปลูก จะอนุญาตให้เจิญเติบโตเพียงหน่อเดียวเท่านั้นเพื่อให้ง่ายต่อการจัดสรรพื้นที่[12]

ผลกล้วยพัฒนาจากดอกเพศเมีย กลุ่มของดอกเพศเมีย 1 กลุ่มเจริญเป็นผลเรียกว่า “หวี (hands)” ซึ่งหวีหนึ่งๆ มีผลกล้วยประมาณ 20 ผล กลุ่มหวีบนช่อดอกเจริญเป็น “เครือ (banana stem)” ซึ่งอาจมี 3-20 หวี ผลของกล้วยมีการเจริญได้โดยไม่ต้องผสมพันธุ์ จึงทำให้กล้วยส่วนใหญ่ไม่มีเมล็ด[7]

ดอกตัวเมีย (ซึ่งจะเจริญไปเป็นผล) มีกลีบดอกและส่วนอื่นที่ปลายรังไข่ (รังไข่อยู่ต่ำกว่า (inferior))

ผลกล้วยได้รับการบรรยายเป็น “leathery berry (ลูกเบอร์รี่ที่คล้ายแผ่นหนัง)”[13] มีชั้นป้องกันภายนอก (เปลือก) มีสายบางๆ ตามยาว (มัดท่อลำเลียงโฟลเอ็ม) อยู่ระหว่างเปลือกและส่วนที่รับประทานได้ภายใน เนื้อกล้วยมีเนื้อนิ่มสีเหลือง มีรสหวานคล้ายขนม เมล็ดกล้วยมีลักษณะกลมเล็ก บางพันธุ์มีขนาดใหญ่ เปลือกหนาแข็ง มีสีดำ สำหรับในสายพันธุ์ปลูก เมล็ดกล้วยมีขนาดเล็กมากเกือบจะไม่มีเลย เหลือแค่เพียงจุดสีดำเล็กๆ ภายในเนื้อกล้วยเท่านั้น[14]

การจำแนกกลุ่มของกล้วย[แก้]

การจำแนกกลุ่มของกล้วยทำได้ 2 วิธี คือ จำแนกตามวิธีการนำมาบริโภค และจำแนกตามลักษณะทางพันธุกรรม

การจำแนกตามลักษณะทางพันธุกรรม[แก้]

ดูบทความหลักที่: พันธุ์กล้วย

หลังปี ค.ศ. 1955 นักวิชาการได้จำแนกพันธุ์กล้วยตามพันธุกรรมโดยใช้จีโนมของกล้วยเป็นตัวกำหนดในการแยกพันธุ์ กล้วยที่นิยมบริโภคกันในปัจจุบันมีบรรพบุรุษเพียง 2 ชนิด คือ กล้วยป่า และกล้วยตานี กล้วยที่มีกำเนิดจากกล้วยป่ามีจีโนมเป็น AA กล้วยที่มีกำเนิดจากกล้วยตานีมีจีโนมเป็น BB ส่วนกล้วยที่เกิดจากลูกผสมของกล้วยทั้ง 2 ชนิดจะมีจีโนมแตกต่างกันไป นอกจากนี้ ซิมมอนด์และเชปเฟิดได้เสนอให้ใช้ลักษณะทางสัณฐานวิทยารวมทั้งหมด 15 ลักษณะ มาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา คือ สีของกาบใบ ร่องของกาบใบ ก้านช่อดอก ก้านดอก ออวุล ไหล่ของกาบปลี การม้วนของกาบปลี รูปร่างของกาบปลี ปลายของกาบปลี การซีดของกาบปลี รอยแผลของกาบปลี กลีบรวมเดี่ยว สีของดอกเพศผู้ สีของยอดเกสรเพศเมีย และสีของกาบปลี[7]

การจำแนกตามวิธีการนำมาบริโภค[แก้]

การจำแนกกล้วยตามวิธีการนำมาบริโภคสามารถแบ่งกล้วยออกเป็น 2 กลุ่มคือ กล้วยกินสด เป็นกล้วยที่เมื่อสุกสามารถนำมารับประทานได้ทันที โดยไม่ต้องนำมาทำให้สุกด้วยความร้อน เพราะเมื่อสุก เนื้อจะนิ่ม มีรสหวาน เช่น กล้วยไข่ กล้วยหอมทอง กล้วยหอมเขียว และกล้วยที่ใช้ประกอบอาหาร เป็นกล้วยที่เมื่อดิบมีแป้งมาก เนื้อค่อนข้างแข็ง เมื่อสุกยังมีส่วนของแป้งอยู่มากกว่ากล้วยกินสดมาก เนื้อจึงไม่ค่อยนิ่ม รสไม่หวาน ต้องนำมาต้ม เผา ปิ้ง เชื่อม จึงจะทำให้อร่อย รสชาติดีขึ้น เช่น กล้วยกล้าย กล้วยหักมุก กล้วยเล็บช้างกุด

ในพื้นที่ เช่น ทวีปอเมริกาเหนือและทวีปยุโรป ผลไม้สกุล Musa ที่วางจำหน่ายได้แบ่งเป็น “กล้วย” และ “กล้าย” บนพื้นฐานของการนำไปใช้เป็นอาหาร ดังนั้น ผู้ผลิตและชีกีตา (Chiquita) ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายได้ผลิตวัสดุประชาสัมพันธ์สำหรับตลาดอเมริกาที่บอกว่า “กล้ายไม่ใช่กล้วย” ความแตกต่างนั้นคือกล้ายมีแป้งมากกว่าและหวานน้อยกว่า นิยมทานสุกกว่ากว่าทานดิบ มีเปลือกหนาสีเขียว เหลือง หรือดำ ซึ่งสามารถใช้บอกสถานะของความสุกงอมได้[23] ลินเนียสได้สร้างความแตกต่างระหว่างกล้วยและกล้ายดังกล่าวขึ้นเมื่อแรกตั้งชื่อ “สปีชีส์” ทั้งสองของ Musa[24] สมาชิกของพันธุ์กล้วย “กลุ่มย่อยกล้าย” ที่เป็นอาหารที่สำคัญมากในแอฟริกาตะวันตกและละตินอเมริกามีลักษณะยาวแหลม ซึ่งมันได้รับการจำแนกว่าเป็นกล้ายแท้โดยพลอตซ์และคณะ (Ploetz et al.) ต่างจากกล้วยที่ใช้ประกอบอาหารพันธุ์อื่น[25] กล้ายที่สูงแอฟริกาตะวันออก (East African Highland banana) ซึ่งเป็นกล้วยที่ใช้ประกอบอาหารในแอฟริกาตะวันออกนั้น จัดอยู่ในกลุ่มอื่น[5] ดังนั้น จึงไม่มีคุณสมบัติเป็นกล้ายแท้ตามคำนิยามนี้

แนวทางหนึ่งที่จะแบ่งกล้วยออกเป็นกล้วยกินสดและกล้วยที่ใช้ประกอบอาหาร ซึ่งกล้ายเป็นกลุ่มย่อยหนึ่งของกล้วยที่ใช้ประกอบอาหาร[26] คือ พันธุ์ปลูก triploid กำเนิดมาจาก M. acuminataเพียงลำพังจะเป็นกล้วยกินสด ในขณะที่ พันธุ์ปลูก triploid ที่เป็นลูกผสมระหว่าง M. acuminata และ M. balbinosa (โดยเฉพาะกลุ่มย่อยกล้ายเป็นกลุ่มย่อยของกลุ่ม AAB) เป็น “กล้าย” (ในที่นี้หมายถึงกล้วยที่ใช้ประกอบอาหาร) [27][28] เกษตรกรรายย่อยในประเทศโคลอมเบียปลูกพันธุ์กล้วยหลากหลายมากกว่าสวนเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ จากการศึกษาพันธุ์ปลูกเหล่านี้แสดงว่ากล้วยสามารถจัดกลุ่มได้อย่างน้อยสามกลุ่มตามพื้นฐานของลักษณะ ได้แก่ กล้วยกินสด กล้วยที่ใช้ประกอบอาหารที่ไม่ใช่กล้าย และกล้าย แม้ว่าจะมีการคาบเกี่ยวกันระหว่างกล้วยกินสดและกล้วยที่ใช้ประกอบอาหาร[29]

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ศูนย์กลางความหลากหลายของกล้วย ทั้งกล้วยป่าและกล้วยพันธุ์ ความแตกต่างระหว่าง “กล้วย” และ “กล้าย” กลับไม่มีความหมาย ตามข้อมูลของวาลมาเยอร์ (Valmayor) และคณะ กล้วยหลายพันธุ์ใช้ทั้งรับประทานสดและประกอบอาหาร กล้วยที่ใช้ประกอบอาหารที่มีแป้งมีขนาดเล็กกว่ากล้วยรับประทานสด ช่วงสี ขนาด และรูปทรง หลากหลายกว่ากล้วยที่ปลูกหรือขายในแอฟริกา ยุโรป หรืออเมริกา[24] ภาษาเรียกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่บ่งชี้ถึงความแตกต่างระหว่าง “กล้วย” และ “กล้าย” เหมือนอย่างในภาษาอังกฤษ (และภาษาสเปน) ดังนั้น ทั้งพันธุ์กล้วยหอมเขียว (Cavendish banana) ซึ่งเป็นกล้วยรับประทานสดที่รู้จักกันดี และพันธุ์กล้วยหิน (Saba banana)[30] ที่นิยมใช้ประกอบอาหาร ถูกเรียกว่า pisang (ปีซาง) ในประเทศมาเลเซียและประเทศอินโดนีเซีย, กล้วย ในประเทศไทย และ chuoi (ชวย) ในประเทศเวียดนาม[31] กล้วยเฟอิ (Fe’i banana) ที่ปลูกและรับประทานในหมู่เกาะของมหาสมุทรแปซิฟิก มีต้นกำเนิดที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงจากกล้วยโบราณและกล้าย กล้วยเฟอิส่วนมากจะใช้ประกอบอาหาร แต่กล้วยคาแรต (Karat banana) ที่มีลักษณะสั้นป้อม มีเปลือกสีแดงสดต่างจากกล้วยรับประทานสดทั่วไป ใช้กินสด[32]

สรุปแล้ว ในเชิงพาณิชย์ในยุโรปและอเมริกา (แม้ไม่จัดเป็นพื้นที่เพาะปลูกขนาดเล็ก) ได้แยกความแตกต่างระหว่าง “กล้วย” ซึ่งรับประทานสดและ “กล้าย” ที่ใช้ประกอบอาหาร ขณะที่ในพื้นที่อื่นๆ ของโลก โดยเฉพาะอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก มีกล้วยหลายชนิด และไม่มีการแยกความแตกต่างระหว่างกล้วยทั้งสองกลุ่ม และไม่มีการแยกคำในภาษาถิ่น กล้ายเป็นหนึ่งในกล้วยหลายชนิดที่ใช้ประกอบอาหาร ซึ่งไม่แตกต่างจากกล้วยรับประทานสด